ภาวะผู้นำทางการศึกษา

รูปแบบของภาวะผู้นำทางการศึกษา

ภาวะผู้นำทางการศึกษามีรูปแบบที่แตกต่างไปจากภาวะผู้นำขององค์การอื่นๆ เพราะการบริหารการศึกษาเป็นรูปแบบการบริหารที่เกียวข้องกับความชำนาญการและทักษะในการจัดการด้านการศึกษา นอกจากนี้ผู้นำทางการศึกษาจะต้องมีปรัชญาของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองการพัฒนาเยาวชนเพื่อสังคมและประเทศชาติ การจะนำองค์การทางการศึกษาไปสู่ความสำเร็จได้จึงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางในการบริหารจัดการเรียนการสอน ในวงการการศึกษาพบว่า รูปแบบภาวะผู้นำที่มีความหมายสำหรับการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอน

การวางแผนทางการศึกษา

บรรยาย:การวางแผนทางการศึกษา
กรอบการวางแผนการศึกษา

การศึกษา เป็นผู้นำ หรือ ผู้ตาม >> ถ้าการศึกษาเป็นผู้นำ สามารถกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ แต่ในวันนี้ การศึกษาเป็นผู้ตาม เพราะคนส่วนใหญ่ศึกษาในสายสามัญ ระดับอุดมศึกษา ไม่นิยมเรียนสายอาชีพ

การศึกษา เป็นเครื่องมือ ใช่ หรือไม่

แผนการศึกษา จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ๓ ส่วน

ด้านสังคม

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านการเมืองการปกครอง

ทั้ง ๓ ด้านนำการศึกษาเป็นเครื่องมือ การศึกษาจึงต้องถูกออกแบบ และมีการศึกษาทั้ง ๓ ระบบ ที่ทำหน้าที่ดี่ที่สุดในการถ่ายทอดเพื่อไปสู่เป้าหมาย คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาอัธยศัย

การศึกษาในระบบ ได้แก่ โรงเรียน มีหน้าที่ ๓ อย่าง คือ หน้าที่ทางสังคม ,หน้าที่นำไปสู่การปฏิบัติ (ทักษะ) และหน้าที่ทางวิชาการ (รู้)

การที่โรงเรียนสามารถดำเนินการได้ ต้องมีการบริหาร

หน้าที่ของการบริหาร ๔ ประการ

๑.การวางแผน เป็นหน้าที่ของผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยการมีส่วนร่วม

๒.การจัดองค์กร การจัดโครงสร้าง และการจัดกำลังคน

๓.การนำ ภาวะผู้นำ การแก้ปัญหา

๔.การกำกับควบคุมติดตาม

ดังนั้น

การวางแผนการศึกษา งานที่กำหนดแนวทางดำเนินกิจกรรมที่พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

งานที่กำหนด >>> แนวทางกิจกรรม >>>> การเรียนรู้

^ – การสอน

^ – การบริหาร

กระบวนการตัดสินใจไว้ล่วงหน้า(การวางแผน)

แผน จะพูดถึงปัจจุบัน และอนาคต

การตัดสินใจไว้ล่วงหน้า มี ๒ เรื่อง

๑.กำหนดวัตถุประสงค์

๒.เลือกวิธีการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์

เปรียบเทียบกับคนที่ตัดสินไว้ล่วงหน้า อย่างรอบคอบ เป็นการวางแผนที่ดี

เราจำกำหนดวัตถุประสงค์อย่างไร?

การวางแผนที่ดีจะถามคำถาม ๓ อย่าง คือ

๑.ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน

๒.เราจะไปที่ไหนในอนาคต

๓.ไปถึงที่นั่นได้อย่างไร

** ตัวอย่าง : การก้าวสู่อาเซียน

๑.ศักยภาพของตนเองอยู่ตรงไหน

๒.ต้องการไปสู่อาเซียน ต้องการเป็นที่๑ของอาเซียน

๓.ไปอย่างไร (ต้องวางแผน)

การวางแผนการศึกษา มาจาก รัฐธรรมนูญ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒน์ …

แผนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา
แผนในโรงเรียน มีแผนแม่บทหลัก ๒ แผนคือ

๑. หลักสูตรสถานศึกษา เป็นแผนแม่บทของสถานศึกษา

๒. แผนกลยุทธ์ หรือแผนพัฒนาการศึกษา หรือ ธรรมนูญโรงเรียน (ทิศทางกับเป้าหมาย)

ทั้ง ๒ นี้ต้องขึ้นอยู่กับ รัฐธรรมนูญ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒน์ … แผนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา

แผนพัฒนาการศึกษาโรงเรียน ประกอบด้วย

บริบท วิเคราะห์ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ แผนที่ยุทธศาสตร์

กรอบกลยุทธ์ สู่การปฏิบัติ มาตรฐานการศึกษา

>> แผนกลยุทธ์ และกรอบประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า ระยะปานกลาง MTEF

>> แผนปฏิบัติการ

>> นักเรียน

>> รายงานการพัฒนาการศึกษา (SAR)

การประกันคุณภาพการศึกษา ครอบคลุมทุกด้าน

สำหรับหลักสูตรสถานศึกษา

มี – แผนการจัดการเรียนรู้

เด็กปกติ

เด็ก IEP

เด็กพิเศษ

แผนพัฒนาการศึกษาโรงเรียน

หมายถึง การกำหนดแนวทางดำเนินกิจกรรม เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนในอนาคต

- ทำไมต้องทำ? เพราะ พรบ.การศึกษา ม ๔๘ ให้มีระบบประกันคุณภาพ, ม ๔๙ มีสมศ. เพื่อประเมินโรงเรียน จึงต้องทำรายงาน จึงต้องมีแผนพัฒนา

- ทำเพื่ออะไร กำหนดทิศทาง เป้าหมายของโรงเรียน

- ให้อะไรเรา?

๑.ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน เราต้องวิเคราะห์ SWOT หาศักยภาพของเรา (มี ๒ แบบ คือ สถิติและพรรณา)

๒.เราจะไปที่ไหนในอนาคต เขียนวิสัยทัศน์ (ภาพของอนาคต) เขียนเป้าหมายเท่านั้น ไม่ต้องให้ยาวมาก ทำเพื่อเป็น Roadmap

๓.ไปถึงที่นั่นได้อย่างไร ต้องมียุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ฉะนั้น แผนพัฒนาการศึกษา จึงมีรายละเอียดดังนี้

บริบท สภาพที่เป็นอยู่ ทั้งภายนอกและภายใน

วิเคราะห์ คือ ทำ SWOT เพื่อ ตรวจสอบศักยภาพ

โรงเรียน วิเคราะห์เชิงสถิติ STEP 2S4M

กลุ่มงาน วิเคราะห์พรรณนา C-PEST 7S

กลุ่มสาระ วิเคราะห์พรรณนา C-PEST 7S

วิสัยทัศน์ เป็นจุดมุ่งหมายใหญ่

โดยนำผลการวิเคราะห์มาเขียน กำหนดเป้าหมายในอนาคต

การเขียนวิสัยทัศน์ที่ดี

รูปธรรม เช่น ในปี 2555 โรงเรียนจะก้าวสู่อาเซียน

นามธรรม เข่น โรงเรียน……เป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศ ….

พันธกิจ จุดมุ่งหมาย รองลงมาว่าภาระหน้าที่มีอะไร

เป้าหมาย /เป้าประสงค์ เป็นผลลัพธ์ ผลผลิตสำคัญระยะยาว

ยุทธศาสตร์ การเขียนยุทธศาสตร์ มาจากการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งจับคู่กันใน SWOT

ภายนอก ภายใน / โอกาส จุดแข็ง

ซึ่งยุทธศาสตร์ จะทำให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจได้

แผนที่ยุทธศาสตร์

การเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์ เป็นการนำหลัก BSC มาเขียน เป็น ๔ ด้าน คือ

ยุทธศาสตร์ ที่ ๑ ………………………………………..

การบริหารจัดการ

กิจกรรม …………

การพัฒนา

กิจกรรม …………

ประสิทธิผล

กิจกรรม …………

ประสิทธิภาพ

กิจกรรม …………

แผนที่ยุทธศาสตร์

4 ด้านมีความสมดุล อย่าง BSC และทำให้เกิด ”แผนงาน”

กรอบกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ คือนำ “แผนงาน” มาเขียน และนำไปเขียนโครงการต่อไป

แผนงาน …..

โครงการ….
โครงการ …….

มาตรฐานการศึกษา

ภายใน ๑๕ มฐ. ประเมินเพื่อระบบประกันคุณภาพการศึกษา

ภายนอก ๑๒ ตบช. เพื่อประเมิน ตรวจสอบคุณภาพการศึกษา

ดังนั้น การเขียนมาตรฐานการศึกษา ใช้ ภายใน ๑๕ มฐ. มา

และกำหนดเป้าหมายไว้ เขียนไว้ ๓-๕ ปี

ตัวอย่าง มฐ กำหนดไว้ ๓ ปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษา

การคิดอย่างเป็นระบบ

System Thinking หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิด หรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยึดหลักให้ พนักงานภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทำให้เกิด การเรียนรู้จากตัวเองของพนักงานแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning)

หลักการคิดหรือการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ประกอบไปด้วย

๑.) กำหนดประเด็นปัญหาให้ถูกต้อง อาจกำหนดได้เป็น ปัญหาหลัก และปัญหารอง

๒.) ระบุตัวแปรทั้งหมด ที่ทำให้เกิดปัญหา

๓.) กำหนดวิธีแก้ไขหรือพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ อาจมีมากกว่า 1 วิธี

๔.) เปรียบเทียบวิธีแก้ไข แต่ละวิธี และประเมินดูว่าวิธีการใดสามารถจะนำไปสู่การปฏิบัติได้และจะนำไปสู่การบรรลุผลตามเป้าหมาย

๕.) เลือกวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด

๖.) นำไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

๗.) ติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

๘.) แก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่พกพร่องในวิธีการปฏิบัติงาน

๙.) กำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน

๑๐.) สั่งการให้พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

แนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวม เป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Science) ต่างจากทัศนะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบจักรกลของนิวตันที่มองโลกด้วยการวิเคราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science) ซึ่งมี 3 ทฤษฎีที่คล้ายกัน พัฒนาต่อยอดกันมาอย่างแยกกันไม่ออกได้แก่

ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพัฒนามาก่อน จากพื้นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การควบคุมกลไก หนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า เป็นการมองอย่าง System Theory ที่ชัดเจน

ทฤษฎีไร้ระเบียบ ( Chaos Theory ) ตัวอย่างที่โด่งดังของทฤษฎีนี้คือ “ ผลกระทบผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect ” กล่าวคือ ผีเสื้อใหญ่ตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือ สาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียว ในเงื่อนไขที่เหมาะสม สามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงได้

ทฤษฎีความซับซ้อน ( Complexity Theory ) ลักษณะที่สำคัญของระบบซับซ้อนคือ การผุดบังเกิด ( Emergence ) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมที่แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบย่อยทั้งหมด เช่น สมองมีเซลสมองนับล้านเซล แต่ละเซลไม่มีคุณสมบัติที่จำอะไรได้ แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบสมองสามารถมีความจำได้ เป็นต้น นี่เรียกว่าการผุดบังเกิด

ทฤษฎีระบบ หรือการคิดอย่างกระบวนระบบ (Systemic Thinking) เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม เป็นพื้นฐานของทฤษฏีทั้ง 3 ทฤษฏี มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ

1.ระบบใหญ่ไม่ใช่ผลรวมของส่วนประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ซึ่งไม่สามารถเข้าใจจากการแยกศึกษาทีละส่วนประกอบได้

2.ระบบมีโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ( Hierarchy ) เช่น คนประกอบด้วยส่วนย่อยคือเซลที่รวมกันเป็นระบบ แต่คนก็เป็นองค์ประกอบย่อยของระบบนิเวศน์ ระบบซับซ้อนจะซ้อนกันเป็นชั้น และทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ท่าน ติช นัท ฮัน จึงตอบว่า กระดาษหนึ่งแผ่นที่ให้ดูนั้น มองเห็นดวงอาทิตย์และก้อนเมฆในกระดาษนั้นด้วย

3.การจะเข้าใจระบบนั้นต้องมองบริบท ( Context ) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้วย โดยเฉพาะระบบเปิดที่มีชีวิตนั้น ไม่อาจมองเป็นเส้นตรงได้ ต้องมองอย่างเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันทั้งหมด

4.ต้องเข้าใจความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ ( Feedback ) การจะเข้าใจปรากฏการณ์ใดต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

5.การย้ายวิธีคิดแบบโครงสร้าง (Structure) มาสู่กระบวนการ (Process) ถ้าประยุกต์ใช้ในเชิงสังคม การมองแบบโครงสร้างเราจะเห็นกรอบอันเข้มแข็ง ยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหันมามอง กระบวนการ เราจะเห็นจุดอ่อน ช่องทางของความสัมพันธ์ที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนได้…

การคิดเชิงระบบ จะเน้นมุมมองแบบเป็นวงจร ไม่ใช่มุมมองเชิงเส้นตรง สัจธรรม 3 ประการแห่งระบบ หรืออาจเรียกว่าภาษาแห่งระบบ 3 ประการ เป็นเรื่องของผลป้อนกลับหรือ feedback ซึ่งผู้คิดเชิงระบบจะต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้อ่านระบบผิดพลาดและก่อปัญหาขึ้น หรือที่สำคัญกว่า สำหรับสร้างสิ่งมหัศจรรย์จากการลงแรงเพียงเล็กน้อยเข้าไปในระบบที่มีการป้อนกลับแบบเสริมแรง(reinforcing feedback) หรือประหยัดทรัพยากร ไม่ใส่ลงไปในระบบที่มีการป้อนกลับเชิงลบเพื่อสร้างสมดุล(balancing feedback) ในจุดที่ใกล้สมดุลอยู่แล้ว และเข้าใจสภาพที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในระบบ จะต้องรอเวลาช่วงหนึ่งจึงจะเห็นผล สัจธรรมเรื่องการรอ(delays)

อุปสรรคของการคิดเชิงระบบ นอกจากการคิดเชิงระบบจะมีผลดี หรือสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายแล้ว การคิดเชิงระบบยังมีอุปสรรค หรือข้อจำกัดตามที่ สุรพร เสี้ยนสลาย, (2548). ได้กล่าวไว้ดังนี้ :

1. ก. ขาดคุณลักษณะนักคิดที่ดี ก.1 ไม่กระตือรือร้น ไม่คิดอะไร เชื่อง่าย ไม่สงสัย ทำตามกิจวัตรประจำวัน ก.2 ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยไม่เจตนา ไม่รู้ตัว เกิดจากจิต สร้างแบบแผนการคิดจากประสบการณ์ จิตมนุษย์ จะสร้างแบบแผนในการคิด ทำให้คิดอยู่ในกรอบเดิม เกิดการตอบสนองตามความเคยชิน ปัญหาอื่น จะปลูกต้นไม้ 4 ต้นให้ระยะห่างของแต่ละต้นเท่ากัน จะแบ่ง ให้เป็นสี่สวนเท่ากันได้อย่างไร

2. การใช้เหตุผลโดยการอ้างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยเจตนา

การใช้เหตุผลโดยเอาตนเป็นศูนย์กลาง ใช้เหตุผลแบบลวงตา ไม่ฟังใคร น้ำล้นแก้ว หลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ไม่สนับสนุนตน มองเป็นสิ่งง่ายเกินไป ถูกโน้มน้าวโดยคนหมู่มาก/คนน่าเชื่อถือ การโต้แย้งเพราะไม่รู้ การด่วนหาข้อสรุป เชื่อมโยงเหตุผลผิด เช่น ลินดาอายุ 31 ปี เป็นคนเปิดเผยพูดจา ตรงไป ตรงมาและเป็นคนฉลาด เธอศึกษาปรัชญาเมื่อตอนเป็นนักศึกษา เธอสนใจอย่างมากกับประเด็นความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งเขาแบ่งเรา ความยุติธรรมในสังคมและได้เคยร่วมประท้วงการใช้อาวุธนิวเคลียร์

คำถาม : ลินดาน่าจะเป็น 1.พนักงานธนาคาร 2.พนักงานธนาคารและเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี

ควรระวังการสรุปมากกว่าข้อเท็จจริง คนมองข้ามความเรียบง่ายของสิ่งปกติแต่สะดุดเหตุการณ์ที่โดดเด่นเสมอ เรื่องนกกระสากับสาวบ้านนอก

3. ข.ขาดข้อมูล/ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลบอกเล่ามากกว่าเชิงประจักษ์ ข้อมูล/การใช้เหตุผลโดยอ้างผู้รู้ หรือคนส่วนใหญ่ ค.ขาดข้อมูลทางวิชาการ ไม่รู้จักใช้วิธีการทางวิชาการ วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific methods) ระเบียบวิธีวิจัย ( Research Methodology)วิธีการในการจัดการ : วางแผนกลยุทธ

4. ไม่สามารถนำทฤษฎีทางวิชาการมาใช้ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่เข้าใจทฤษฎีคืออะไร/มีประโยชน์อย่างไร เรียนเฉพาะทฤษฎีพูดอย่างไร ไม่เรียนนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร

เทคนิคพัฒนาการคิดเชิงระบบ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมได้ดังนี้ :

การพัฒนาตนเอง : ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ฝึกการคิดเชิงขัดแย้ง – วิภาษวิธี(dialectic approach) แบบ Marx การเผชิญหน้าระหว่างความคิดตรงกันข้าม Thesis Anti-thesis Synthesis ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลใหม่กับความคิดเดิม ใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลใหม่

1.ตั้งปัญหาหรือข้อสงสัย

2.กำหนดสมมติฐาน

3.การทดลองหาข้อมูล

4.สรุปคำตอบของปัญหา

ดิฉันคิดว่าในการพัฒนาระบบคุณภาพตามแนวทางนี้จะต้องอาศัยแนวคิดสำคัญ 3 ประการ คือ แนวคิดเชิงระบบ (system thinking) แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ (strategic thinking) และการเรียนรู้โดยการทำงานเป็นทีม (team learning)

การจัดการเด็กเก่งในชั้นเรียน

เมื่อในชั้นเรียนมีเด็กที่เก่งกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน เราจะต้องบริหารจัดการให้เด็กได้เรียนตามศักยภาพ โดยย้ายเด็กเรียนในระดับที่เด็กสามารถเรียนได้ เช่น ย้ายจาก ป.4 ไป ม.1

โรงเรียนในประเทศอังกฤษมีการบริหารจัดการกับเด็กเก่งอย่างไร?
1. ให้เด็กจินตนาการต่อ คือ เด็กกลุ่มนี้จะสามารถจินตนาการได้โดยต้องดูภาพว่า อะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า และ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เด็กกลุ่มนี้สามารถที่จะจิตนาการได้หลายรูปแบบ และไม่คิดว่า คำตอบของเพื่อนจะถูกเสมอ ซึ่งต่างจากเด็กกลุ่มอื่นทีคิดว่า คำตอบของเพื่อนนั้นถูกเสมอ
2. ตั้งคำถามปลายเปิด ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้จะสามารถหาคำตอบได้หลากหลายรูปแบบจากโจทย์เพียงข้องเดียว
3. ให้เด็กคาดเดาตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยครูตั้งคำถามโดยคำว่า “ถ้า..” ซึ่งมันจะท้าทายกว่า

การจัดการเด็กเก่งในชั้นเรียน
ครูควรให้เด็กทุกคนทำกิจกรรมร่วมกันในห้อง โดยจัดให้เด็กเก่งและเด็กกลางอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และแยกเด็กอ่อนออกไปสอนต่างหาก และการสอนเด็กอ่อนจะต้องไปอย่างช้าๆ หรืออาจจะตัดเนื้อหาบางส่วน หรือลดความละเอียดของเนื้อหาลงบ้าง นอกจากนี้ครูยังต้องเตรียมกิจกรรมเพิ่มเติมสำหรับเด็กเก่ง เพราะเด็กเก่งมักจะทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายทั้งห้องเสร็จเร็วกว่านักเรียนคนอื่นๆ นักเรียนกลุ่มนี้ก็อาจจะป่วน ไปรบกวนเพื่อนคนอื่นๆ ที่ยังทำกิจกรรมไม่เสร็จ ครูจึงเตรียมกิจกรรมเสริมสำหรับเด็กเก่ง อาจจะเป็นเกมส์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เด็กสนใจ ซึ่งกิจกรมจะไม่บังคับ เด็กอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้
มีหลายโรงเรียนในประเทศไทยที่แยกนักเรียนออกตามศักยภาพ โดยการแยกห้องเด็กเก่ง เด็กกลาง และเด็กอ่อน การแยกห้องเรียนแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังต่อไปนี้
ข้อดีของการแยกห้องเรียนตามศักยภาพของเด็ก
การแยกห้องเด็กเก่ง เด็กกลาง และเด็กอ่อน จะทำให้ตรงตามศักยภาพของเด็ก คือ เด็กเก่งก็จะอยู่เฉพาะเด็กเก่ง ครูสามารถที่จะดันไปได้เลย เด็กกลางครูก็จะสอนไปแบบปกติ และเด็กอ่อน ครูจะต้องช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ
ข้อเสียของการแยกห้องเรียนตามศักยภาพของเด็ก
1. การแยกห้องเรียนตามศักยภาพของเด็กนั้น จะทำให้เด็กอ่อนไม่มีการกระตุ้นตัวเอง
2. เด็กเก่งจะสยใจแค่ตัวเอง ไม่หันมาสนใจเพื่อน อาจจะเกิดแนวโน้มทำให้เด็กเห็นแก่ตัวได้ เพราะเด็กเก่งจะแข่งกับตัวเองตลอดเวลา และเมื่อเด็กเก่งอยู่ด้วยกัน มักจะมีการแข่งขันกัน

การเรียนที่คละกันทั้งเด็กเก่ง เด็กกลาง และเด็กอ่อนนั้นจะดีกว่าการแยกห้องตามศักยภาพ เพราะเด็กจะสามารถแบ่งปัน และฝึกฝนกันได้ ครูจะต้องบริหารจัดการในชั้นเรียนและแผนการสอนให้ได้ ว่าจะให้เด็กเก่งเพิ่มขึ้นอย่างไร เด็กกลางอย่างไร และเด็กอ่อนอย่างไร

การจัดแผนการเรียนการสอน
1. เริ่มต้นด้วยการคุยเกริ่นนำ และสอนเนื้อหาไปพร้อมๆ กัน
2. เมื่อสอนเสร็จ แบ่งให้เด็กทำแบบฝึกหัด และมีกิจกรรมเสริมให้กับกลุ่มเด็กเก่ง หลังจากทำแบบฝึกหัดที่ครูมอบหมายแล้ว ก็อาจจะไปหยิบกิจกรรมเสริมมาทำต่อได้ แต่ไม่ใช่กิจกรรมที่บังคับ เด็กอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้
3. เมื่อครูมอบหมายงานแล้ว ครูจะต้องกลับไปดูกลุ่มเด็กอ่อน และสอนโดยการลดเนื้อบางส่วนลง ดูแลการทำงานของเด็ก จนเด็กสามารถทำได้เอง

ในประเทศไทย เด็กที่ฉลาดไม่ใช่เฉพาะทางด้านวิชาการ เด็กบางคนเก่งหลายอย่าง เช่น เก่งทักษะการพูด เก่งด้านกีฬา เก่งด้านดนตรี เก่งด้านศิลปะ ครูจะต้องมองเห็นและดึงความสามารถของเด็กออกมา โดยการให้เด็กกลุ่มนี้เรียนก่อน แล้วจะมีกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของเด็กให้เด็กทำ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่างมาใช้ในการเรียนการสอน สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย ห้องเรียนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ การสืบค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ทำให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การเรียนรู้ภายนอกห้องเรียนด้วยตนเอง

การเรียนรู้ภายนอกห้องเรียนด้วยตนเอง

ครูผู้สอนจำเป็นต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การได้ ไปหาความรู้ภายในและภายนอกโรงเรียน ถือเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงภายนอกห้องเรียนปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มิได้อยู่แต่ตามในโรงเรียน ส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดประสบการณ์โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น การจัดกิจกรรม Walk Rally และกิจกรรมทัศนะศึกษา จึงเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงภายนอกห้องเรียน และสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นผู้มีความเมตตา รักษาสิ่งแวดล้อม และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆนอกห้องเรียน

การบริหารจัดการในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21

การบริหารจัดการในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21

แนวคิดการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21นักการศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับ ทฤษฏีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivist Learning) โดยเชื่อว่า “ความรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ที่เป็นของตนเองขึ้นมาจากความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือจากความรู้ที่ได้รับเข้ามาใหม่”

คุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21

- มีความรู้ในเนื้อหาสาระที่สอนอย่างลึกซึ้ง
– มีความรู้และเชี่ยวชาญในการสอน
– สามารถพัฒนาหลักสูตรได้
– วางแผนการสอนและแบบเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
– มีการคิดค้น ดำเนินการสอนที่ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
– ให้นักเรียนเรียนรู้จากการสืบเสาะหาความรู้
– ช่วยให้นักเรียนเข้าใจธรรมชาติของวิทย์ คณิตและเทคโนโลยี
– เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาเจตคติทักษะต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผุ้เรียนมีการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

My Profile

ชื่อ : นางสาว นุชนาถ สุขบาล

ชื่อเล่น : นุช

คณะ  ครุศาสตร์ หลักสูตร ภาษาอังกฤษ 5411114013

มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช

ว.ด.ป. เกิด : 7 กุมภาพันธ์ 2536

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.